UN เตือน AI ขั้นสูงอาจเป็นภัยต่อมนุษยชาติ เรียกร้องทั่วโลกเร่งออกกฎควบคุม

องค์การสหประชาชาติส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงจากการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง โดยระบุว่า AI อาจกลายเป็นภัยคุกคามระดับการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ หากรัฐบาลและบริษัทเทคโนโลยียังไม่เร่งวางมาตรการความปลอดภัยที่เข้มแข็งเพียงพอ

คำเตือนดังกล่าวมาจาก โวลเคอร์ เติร์ก (Volker Türk) ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระหว่างการกล่าวเปิดประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 63 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569

UN กังวล AI มีอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ

โวลเคอร์ เติร์ก เตือนว่า AI ที่มีความสามารถสูงอาจสร้างความเสี่ยงร้ายแรงต่อมนุษยชาติ โดยเฉพาะเมื่อระบบสามารถตัดสินใจและทำงานที่ซับซ้อนได้อย่างอัตโนมัติมากขึ้น ขณะที่กลไกควบคุมและกฎหมายของหลายประเทศยังพัฒนาตามเทคโนโลยีไม่ทัน

คำว่า “ความเสี่ยงระดับการดำรงอยู่” หรือ Existential Risk ไม่ได้หมายความว่า AI จะทำลายมนุษยชาติอย่างแน่นอน แต่หมายถึงความเสียหายที่อาจมีขนาดรุนแรงมาก หากมนุษย์สูญเสียความสามารถในการควบคุมระบบขั้นสูง หรือมีผู้ใช้นำเทคโนโลยีไปสร้างอาวุธ โจมตีโครงสร้างพื้นฐาน และก่ออาชญากรรมในวงกว้าง

UN จึงต้องการให้รัฐบาลและผู้พัฒนาเริ่มวางแนวป้องกันตั้งแต่ตอนนี้ แทนที่จะรอจนเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงก่อนจึงออกมาตรการรับมือ

อำนาจ AI กระจุกตัวอยู่กับบริษัทไม่กี่ราย

ประเด็นสำคัญอีกด้านคือ เทคโนโลยี AI ที่ทรงพลังที่สุดในโลกถูกควบคุมโดยบริษัทและบุคคลเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ผู้ให้บริการรายใหญ่ เช่น OpenAI, Google, Anthropic และ Meta มีทั้งข้อมูล ระบบประมวลผล และบุคลากรที่จำเป็นต่อการสร้างโมเดลขั้นสูง

การกระจุกตัวของอำนาจอาจทำให้คนจำนวนไม่มากมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนทั่วโลก

หากบริษัทสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาและการนำ AI ไปใช้ได้โดยไม่มีระบบตรวจสอบที่เพียงพอ อาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติ การละเมิดความเป็นส่วนตัว การเฝ้าระวังประชาชน และการใช้ข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอม

เรียกร้องให้กำหนดเส้นแดงสำหรับ AI

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเรียกร้องให้ประชาคมโลกช่วยกันกำหนด “เส้นแดง” หรือข้อห้ามที่ชัดเจนว่า AI ไม่ควรถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้าง

ตัวอย่างของการใช้งานที่อาจต้องได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวด ได้แก่ การสร้างอาวุธอัตโนมัติ การสอดส่องประชาชนจำนวนมาก การออกแบบอาวุธชีวภาพ การโจมตีระบบสาธารณูปโภค และการปลอมแปลงตัวตนเพื่อหลอกลวงประชาชน

UN ยังสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ ประสานกฎเกณฑ์ด้าน AI ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพราะระบบออนไลน์ไม่มีพรมแดน หากประเทศหนึ่งมีกฎหมายเข้มงวด แต่ผู้ให้บริการสามารถย้ายการพัฒนาไปยังประเทศที่มีข้อบังคับน้อยกว่า การควบคุมอาจไม่ได้ผลตามที่ต้องการ

ต้องมีมาตรการความปลอดภัยก่อนเปิดตัว AI

ข้อเสนอสำคัญคือ บริษัทผู้พัฒนาควรทดสอบความปลอดภัยของโมเดลก่อนเปิดให้ประชาชนใช้งาน โดยเฉพาะ AI ที่สามารถเขียนโปรแกรม เชื่อมต่อระบบภายนอก ใช้เครื่องมือ และดำเนินงานแทนมนุษย์ได้

การทดสอบควรครอบคลุมความสามารถในการหลีกเลี่ยงคำสั่ง การหลอกผู้ใช้งาน การโจมตีทางไซเบอร์ การสร้างข้อมูลเท็จ และการทำงานต่อเนื่องโดยปราศจากการควบคุมของมนุษย์

นอกจากการประเมินโดยบริษัทเองแล้ว ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้มีองค์กรอิสระหรือหน่วยงานของรัฐเข้ามาตรวจสอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ผลประโยชน์ทางธุรกิจมีอิทธิพลเหนือความปลอดภัยของประชาชน

สิทธิมนุษยชนอาจได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก

แม้ AI จะสร้างประโยชน์ต่อการแพทย์ การศึกษา วิทยาศาสตร์ และการทำงาน แต่เทคโนโลยีเดียวกันอาจกระทบสิทธิมนุษยชนได้ หากถูกนำไปใช้อย่างไม่มีความรับผิดชอบ

ระบบ AI อาจเลือกปฏิบัติต่อบุคคลบางกลุ่มจากข้อมูลที่มีอคติ ใช้ตัดสินผู้สมัครงานหรือผู้ขอสินเชื่ออย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกินความจำเป็น

AI สร้างภาพ เสียง และวิดีโอปลอมยังอาจถูกใช้เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน ทำลายชื่อเสียง หรือแทรกแซงการเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนแยกแยะระหว่างข้อมูลจริงกับเนื้อหาที่สร้างขึ้นได้ยากขึ้น

AI Agent กลายเป็นความเสี่ยงใหม่ที่ต้องติดตาม

หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษคือ AI Agent หรือระบบ AI ที่สามารถวางแผน ใช้เครื่องมือ และทำงานหลายขั้นตอนได้ด้วยตนเอง

AI ลักษณะนี้สามารถช่วยทำงานซ้ำ ๆ วิเคราะห์ข้อมูล หรือจัดการกระบวนการทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากระบบเข้าใจเป้าหมายผิด ถูกเจาะระบบ หรือได้รับสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลมากเกินไป ก็อาจสร้างความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว

ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอีกเมื่อ AI Agent สามารถเชื่อมต่ออีเมล ฐานข้อมูล เว็บไซต์ ระบบชำระเงิน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญโดยไม่มีมนุษย์ตรวจสอบทุกขั้นตอน

ไม่ได้เรียกร้องให้หยุดพัฒนา AI ทั้งหมด

คำเตือนของ UN ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศต้องหยุดพัฒนา AI แต่เป็นการเรียกร้องให้การพัฒนาเดินหน้าไปพร้อมกับความปลอดภัย ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

กฎควบคุมควรพิจารณาตามระดับความเสี่ยง ระบบช่วยแก้คำผิดหรือแนะนำเนื้อหาอาจไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดเดียวกับ AI ที่ควบคุมอาวุธ วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ หรือจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

แนวทางนี้จะช่วยให้สังคมยังได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี โดยไม่ละเลยความเสี่ยงที่อาจตามมาในอนาคต

สรุป

คำเตือนจากข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติสะท้อนว่า การแข่งขันสร้าง AI ที่ฉลาดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องของธุรกิจ แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง สิทธิมนุษยชน และอนาคตของประชาชนทั่วโลก

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือ ประเทศต่าง ๆ จะสามารถร่วมกันกำหนดกฎสากลได้หรือไม่ บริษัทเทคโนโลยีจะยอมเปิดเผยข้อมูลด้านความปลอดภัยมากเพียงใด และจะมีมาตรการใดช่วยให้มนุษย์ยังคงควบคุม AI ขั้นสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ติดตามความเคลื่อนไหวด้าน AI และข่าวเทคโนโลยีได้ที่ COMSIAM NEWS

Comments

Popular posts from this blog

สหรัฐฯ–จีนเตรียมคุยความปลอดภัย AI ครั้งแรก! จับตา Cyberattack และกฎควบคุม AI โลก

XREAL AURA เปิดตัวแว่น AI รุ่นใหม่ ใช้ Android XR + Gemini ราคาไม่เกิน 1,500 ดอลลาร์ มีอะไรน่าสนใจบ้าง

หุ้น Samsung และ SK Hynix พุ่งแรง รับกระแสความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับ AI