รัสเซียถล่มกรุงเคียฟ หลังคณะเจรจาสหรัฐฯ เดินทางออก ยูเครนชี้สันติภาพเสี่ยงสะดุด
รัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟและพื้นที่อื่นของยูเครนด้วยขีปนาวุธและโดรน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย หลังจากเพิ่งเว้นช่วงการโจมตีเมืองหลวงชั่วคราวระหว่างการเดินทางเยือนของคณะผู้แทนสหรัฐอเมริกา
เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามครั้งใหญ่ว่า ความพยายามผลักดันการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครนกำลังเผชิญอุปสรรคครั้งใหม่หรือไม่
รัสเซียโจมตีกรุงเคียฟด้วยขีปนาวุธและโดรน
การโจมตีเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืด โดยรัสเซียใช้ทั้งขีปนาวุธร่อน ขีปนาวุธแบบทิ้งตัว และโดรนโจมตีหลายพื้นที่พร้อมกัน
กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดขีปนาวุธร่อน 31 ลูก โดรน 142 ลำ และขีปนาวุธแบบทิ้งตัวอีก 2 ลูก อย่างไรก็ตาม ยังพบความเสียหายในอย่างน้อย 29 จุดทั่วประเทศ
ในกรุงเคียฟ มีรายงานว่าอาคารสูงอย่างน้อย 14 แห่ง รวมถึงอาคารที่พักอาศัย หอพัก โรงเรียน และสถานพยาบาลได้รับความเสียหาย เศษซากจากอาวุธที่ถูกสกัดยังทำให้เกิดเพลิงไหม้ในหลายเขตของเมือง
เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาและช่วยเหลือประชาชนออกจากอาคารที่ได้รับความเสียหาย ขณะที่มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และบาดเจ็บประมาณ 10 ราย
การโจมตีเกิดขึ้นหลังคณะเจรจาสหรัฐฯ เดินทางออก
ประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษคือ การโจมตีเกิดขึ้นหลังจากคณะผู้แทนสหรัฐอเมริกาเดินทางออกจากยูเครนไม่นาน
ก่อนหน้านี้ รัสเซียหยุดโจมตีกรุงเคียฟเป็นการชั่วคราวระหว่างการเยือนของผู้แทนสหรัฐฯ ซึ่งเดินทางเข้าพบผู้นำยูเครนเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางยุติสงคราม
เมื่อการเดินทางเยือนสิ้นสุดลง รัสเซียจึงกลับมาโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนอีกครั้ง ทำให้ฝ่ายยูเครนมองว่าเหตุการณ์นี้อาจสะท้อนถึงการปฏิเสธความพยายามทางการทูต
ยูเครนเรียกร้องนานาชาติเพิ่มแรงกดดันรัสเซีย
ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ระบุว่า รัสเซียใช้อาวุธหลายประเภทพร้อมกันเพื่อสร้างความเสียหายสูงสุด โดยพื้นที่พลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานได้รับผลกระทบจากการโจมตี
รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครนเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซีย พร้อมขอให้เร่งจัดส่งระบบสกัดขีปนาวุธและอาวุธป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มเติม
ยูเครนกำลังเผชิญปัญหาจำนวนขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศลดลง หากไม่ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม เมืองสำคัญอาจตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อรัสเซียเปิดการโจมตีครั้งใหญ่
รัสเซียยืนยันโจมตีเป้าหมายทางทหาร
ฝ่ายรัสเซียระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มุ่งโจมตีเป้าหมายทางทหารและระบบลำเลียงของยูเครน ไม่ได้ตั้งใจโจมตีประชาชนโดยตรง
นอกจากกรุงเคียฟแล้ว ยังมีรายงานการโจมตีพื้นที่ใกล้เคียงและเมืองท่าชอร์โนมอร์สก์บริเวณทะเลดำ ขณะที่ตลาดแห่งหนึ่งในเมืองโอเดสซาและอาคารหลายชั้นในเมืองคาร์คิฟได้รับความเสียหายเช่นกัน
ในอีกด้านหนึ่ง ยูเครนส่งโดรนเข้าโจมตีพื้นที่ภายในรัสเซีย โดยมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและโครงสร้างพื้นฐานเสียหายในเมืองซาราตอฟ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญด้านโรงกลั่นน้ำมันและกิจกรรมทางทหารของรัสเซีย
โปแลนด์ยกระดับมาตรการป้องกัน
ผลกระทบจากการโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่ภายในยูเครนเท่านั้น โปแลนด์ซึ่งเป็นสมาชิกขององค์การนาโตและสหภาพยุโรปได้เปิดใช้มาตรการป้องกันทางทหารเพื่อเฝ้าระวังน่านฟ้า
ทางการโปแลนด์ยังสั่งระงับการให้บริการของสนามบินลูบลินเป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยระหว่างที่รัสเซียดำเนินปฏิบัติการทางอากาศใกล้กับพื้นที่ฝั่งตะวันตกของยูเครน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การโจมตีในยูเครนอาจสร้างผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านและเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงของยุโรป
สันติภาพรัสเซีย–ยูเครนยังห่างไกลหรือไม่
แม้สหรัฐอเมริกาจะพยายามผลักดันการเจรจา แต่การโจมตีครั้งล่าสุดสะท้อนว่า ทั้งรัสเซียและยูเครนยังคงใช้กำลังทางทหารเพื่อสร้างความได้เปรียบ
ประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกต้องติดตามต่อไป ได้แก่
❶ รัสเซียจะเพิ่มความถี่ในการโจมตีกรุงเคียฟหรือไม่
❷ สหรัฐฯ จะเดินหน้าเจรจาสันติภาพต่ออย่างไร
❸ ชาติยุโรปจะเพิ่มระบบป้องกันภัยทางอากาศให้ยูเครนหรือไม่
❹ การปะทะจะลุกลามเข้าใกล้พื้นที่ของประเทศสมาชิกนาโตเพียงใด
❺ ทั้งสองฝ่ายจะยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาหรือเลือกยกระดับสงคราม
สรุป
การกลับมาโจมตีกรุงเคียฟของรัสเซียทันทีหลังการเยือนของคณะผู้แทนสหรัฐฯ ทำให้ความหวังเรื่องการหยุดยิงและการเจรจาสันติภาพเผชิญความไม่แน่นอนอีกครั้ง
เหตุการณ์นี้ยังเพิ่มแรงกดดันให้ชาติพันธมิตรเร่งช่วยเหลือยูเครนด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศ พร้อมสร้างความกังวลว่าสงครามอาจขยายตัวและส่งผลต่อความมั่นคงของยุโรปในวงกว้าง
หมายเหตุ: เหตุการณ์ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ตัวเลขผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และรายละเอียดความเสียหายอาจเปลี่ยนแปลงเมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติม
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
Reuters
Associated Press (AP)
Comments
Post a Comment